แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุนคอนโด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุนคอนโด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563

12 ศัพท์คอนโด ที่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงทุนอสังหาฯ by Tooktee.com

ศัพท์คอนโด ที่นักลงทุนอสังหาฯหลายๆคน ที่สนใจเริ่มลงทุนอสังหาฯ อาทิ คอนโด บ้าน หรือไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจซื้ออยู่เอง อาจจะงงกับคำศัพท์เฉพาะซึ่งไม่ค่อยได้ยินมาก่อน Tooktee.com จึงขอรวบรวมคำศัพท์ที่นักลงทุนอสังหาฯ มือใหม่จำเป็นต้องรู้ ที่ต้องรู้ความหมายของคำศัพท์ต่างๆ ก่อนที่จะซื้อ หรือลงทุนอสังหาฯ
 
ลงทุนอสังหา
  1.  Presales /พรี – เซล /
    เป็นศัพท์คอนโด ทางธุรกิจที่คุ้นเคยในหมู่นักลงทุนอสังหาฯ ประเภทคอนโด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกิดการซื้อขายอสังหาฯ ในราคาช่วงก่อนเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ จึงทำให้นักลงทุนได้ราคาต่ำกว่าตลาด ประกอบกับสามารถเลือกจองตำแหน่งห้องชุดได้ก่อนคนอื่น ส่วนใหญ่ผู้ซื้อจะมีสิทธิ์ถือครองเป็นระยะเวลา 2-3 ปี ก่อนคอนโดสร้างเสร็จ ผู้ซื้อสามารถเลือกจองทำเลได้ก่อน และตัดสินใจซื้อได้จากการดูห้องตัวอย่างที่ทางโครงการจัดแสดงไว้ให้ ซึ่งเหมาะกับการลงทุนอสังหาฯ ระยะสั้น หรือเรียกได้ว่าเป็นแบบเก็งกำไร


     
  2. Resales /รี – เซล /
    Resale คือ ราคาขายต่อหลังจากที่โครงการนั้นได้สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจะมีราคาสูงกว่า ช่วง Presales และเปิดตัวโครงการในระยะแรก ข้อดีของการซื้อช่วง Resales ในแง่ของผู้ซื้อคือ ได้เห็นสภาพบ้านหรือห้องชุด วัสดุที่ใช้ ทำเลที่ตั้ง ผู้ซื้อสามารถเห็นสภาพห้อง วัสดุที่ใช้ ทำเล วิวได้จริงทั้งหมด ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งนักลงทุนอสังหาฯ สามารถทำกำไรจาก Capital Gain หรือ Rental Yield ได้ในระยะยาว หรือในบางกรณี Resale คือการขายต่อสิทธิ์ในการจองโครงการก่อนโครงการสร้างเสร็จ หรือเรียกว่า ขายดาวน์  ในขณะที่นักลงทุนสามารถทำกำไรเพิ่มได้จากราคาขายในตลาดที่สูงขึ้น ทำให้ Capital Gain (ผลกำไรส่วนต่างจากราคาทรัพย์) เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว


     
  3. VIP Day /วีไอพี เดย์/
    วันพิเศษที่ผู้พัฒนาโครงการจัดขึ้นให้กับลูกค้าเก่าของบริษัท หรือผู้ที่ลงทะเบียนจองล่วงหน้า โดยจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งราคา ส่วนลด ของแถม รวมถึงการเลือกตำแหน่งห้องก่อนคนอื่น ส่วนใหญ่แล้ว ราคาที่ขายใน VIP Day จะเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในช่วงเวลาขายของโครงการ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มลูกค้าซื้อเพื่อนำไปทำกำไรในการขายต่อได้ อีกทั้งผู้พัฒนายังได้ผลพลอยได้จากการมียอดจองบางส่วนก่อน Presales ทำให้โครงการดูน่าสนใจในการลงทุนซื้อ

    ลงทุนอสังหา
     
  4. Capital Gain /แคพ’ พิเทิล – เกน/
    สำหรับศัพท์คอนโด คำนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญสำหรับนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากเป็นการเก็งกำไรที่เกิดขึ้นจากมูลค่าของอสังหาฯ ซึ่งมีการปรับตัวจากวันที่ซื้อ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มักใช้ Capital Gain เป็นตัวตัดสินว่าโครงการอสังหาฯ นั้นคุ้มจะลงทุนหรือไม่  โดยการคำนวนด้วย เอากำไรตั้ง หารด้วยต้นทุนที่ซื้อมา และ คูณด้วย 100 จะเป็น % ของ Capital Gain ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนอสังหาฯ จะมองตัวนี้เป็นเกณฑ์ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ในตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด หรือมี Capital Gain ที่สูงสุด โดยเฉลี่ยแล้ว การลงทุนอสังหาฯ Capital gain อยู่ที่ 10 – 15% ต่อปี (สำหรับโครงการใหม่)


    กำไร / ต้นทุนที่ซื้อมา x 100 = % ของ Capital Gain

     
  5. Rental Yield Rate /เรน’ เทิล – ยีลด – เรท/
    เบื้องต้น Rental Yield จะบอกว่าคอนโดฯ ที่ซื้อมาลงทุนปล่อยเช่านั้นเทียบกับเงินลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนสักกี่มากน้อย คล้ายๆ กับค่า Dividend Yield หรืออัตราผลตอบแทนเงินปันผลจากการเล่นหุ้นนั่นเอง ยิ่งผลลัพธ์หรือเปอร์เซ็นต์ Rental Yield ยิ่งสูงก็เท่ากับว่าคอนโดฯ ที่เราซื้อยิ่งมีราคาถูกมากเท่านั้น ซึ่งในความหมายก็คือคอนโดฯ มีศักยภาพหรือมีความคุ้มค่าสูงในการลงทุน

    ความหมายของอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่าทั้งในส่วนของคอนโดและบ้านตลอดทั้งปี ซึ่งนักลงทุนสามารถคาดคะเนรายได้จากสูตรคำนวณ โดยหากคิดออกมาแล้ว Rental Yield Rate อยู่ในระดับ 5-7% ถือว่าโครงการนั้นควรค่าแก่การลงทุน


    (ค่าเช่าที่จะได้รับต่อเดือน x 12) – ต้นทุน / ราคาที่ซื้อ x 100 = %



     
  6. Occupancy Rate /ออค’ คิวเพินซี – เรท/
    ศัพท์คอนโด คือ อัตราการเข้าพักที่อยู่อาศัยของคอนโดฯ โดยสามารถวัดคุณภาพของโครงการได้จากจำนวนผู้พักอาศัย เพราะหากโครงการไหนมีจำนวนผู้เข้าอยู่อาศัยจำนวนมาก ยิ่งวัดได้ว่ามีความต้องการเข้าอยู่อาศัยสูงด้วยเช่นกัน จึงเหมาะแก่การลงทุนเพื่อเก็งกำไรจาก Capital Gain และ Rental Yield
    เช่น คอนโดย่านเพลินจิต โครงการ ABC มีจำนวนผู้พักอาศัยอยู่ที่ 70% จากจำนวนยูนิตที่ปล่อยขายทั้งหมด ยิ่งถ้าคอนโดนั้น ๆ มีการเข้าอยู่ในอัตราที่สูงจะแสดงให้เห็นว่า คอนโดนี้มีความต้องการเข้าอยู่อาศัยสูง ซึ่งนักลงทุนอสังหาฯ สามารถซื้อเก็บไว้ เพื่อกำไรจาก Capital Gain และมีโอกาสปล่อยเช่าคอนโดได้ง่าย และได้ Rental Yield กลับมาสูง






     
  7. Property Fund /พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์/
    สำหรับคำนี้จะเป็นที่รู้จักในหมู่นักลงทุนอสังหาฯ ที่เลือกลงทุนในรูปแบบของกองทุน โดย Property Fund จะเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหน่วยลงทุนไปซื้อหรือเช่าอสังหาฯ ซึ่งกำไรที่ได้จากการบริหารอสังหาฯ (หักต้นทุนบริหารที่ต้องเสียไป) จะถูกนำไปแบ่งจัดสรรให้ผู้ถือหน่วยลงทุน อาจจะอยู่ในรูปแบบของเงินปันผล หรือมูลค่าหน่วยลงทุน (์NAV) ที่เพิ่มสูงขึ้นก็ได้


     
  8. REIT (Real Estate Investment Trust)  /รีท/
    ส่วนใหญ่คนจะรู้จัก REIT ในรูปแบบของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ โดยนักลงทุนอสังหาฯ ที่ถือใบทรัสต์ จะเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินของกองทรัสต์ ซึ่ง REIT จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย



    ที่มาภาพ : https://blog.sansiri.com/changing-of-ladprao-intersection/
     
  9.  New CBD (New Central Business District)  /นิว ซี บี ดี/
    คำนี้ถูกย่อมาจาก New Central Business District หรือย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ ซึ่งเหมาะแก่การลงทุน เนื่องจากมีอัตรา Capital Gain และ Rental Yield ค่อนข้างสูงตามดีมานด์หรืออุปสงค์ในพื้นที่นั้น ๆ โดยทำเลที่ถูกยกระดับให้เป็น New CBD ได้แก่ รัชดาภิเษก พระราม 9 และ ห้าแยกลาดพร้าว เป็นต้น



    ที่มาภาพ : https://www.sanook.com/home/13373/
     
  10. Prime Locations – Areas  /ไพรม-โลเค’เชิน 
    เป็นทำเลที่ตั้งโครงการอยู่ใจกลางเมือง มีศักยภาพและมักจะเพิ่มมูลค่าที่ดินรวมไปถึงอสังหาฯ อยู่เรื่อยๆ จึงมักเป็นที่นิยมของนักลงทุนอสังหาฯ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในโซน CBD หรือ Central Business District 

    เช่น  Prime location ในลอนดอน คือ City of Westminster, Prime location ในนิวยอร์ก คือ Manhattan และ Prime location ในกรุงเทพฯ คือ สีลม-สาทร สุขุมวิท-ชิดลม-เอกมัย ซึ่งเป็นย่านยอดนิยมสำหรับการลงทุนอสังหาฯ


    ที่มาภาพ : https://www.ananda.co.th/blog/
     
  11. Downtown /ดาวนทาวน์/
    คือ โซนพื้นที่ในเขตพื้นที่ชั้นในตัวเมือง แหล่งรวมสถานที่สำคัญ เช่น อาคารสำนักงานบริษัทชั้นนำ ห้างสรรพสินค้า ตัวอย่างพื้นที่ในกรุงเทพฯ เช่น เพลินจิต-ชิดลม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนอสังหาฯ  นอกจากนี้ก็ยังมีย่าน สีลม-สาทร, สุขุมวิทตอนต้น ฯลฯ

     
  12. Midtown /มิดทาวน์/
    คือ โซนพื้นที่ในเขตพื้นที่ชั้นกลางที่อยู่ถัดออกมาจากโซนพื้นที่ชั้นใน เป็นย่านที่อยู่อาศัยที่ไม่ไกลจากในตัวเมืองมากนัก เช่น ย่านเพชรบุรี พระราม 9 รัชดาภิเษก ลาดพร้าว รัชโยธิน พหลโยธิน อ่อนนุช

รู้จัก ศัพท์คอนโด มา12 ศัพท์แล้ว สำหรับนักลงทุนอสังหาฯ ท่านใดที่มีประสบการณ์การลงทุนบ้านและคอนโดฯ มาบ้างแล้ว คงทราบกันดีกับคำศัพท์มากมายที่ Tooktee.com ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่าง ตลอดจนคำศัพท์ในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านอย่าง MRR , MLR , Loan Interest ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องที่ผู้ซื้อหรือลงทุนมือใหม่ที่ขอสินเชื่อบ้าน ต้องรู้จักความหมายเหล่านี้ก่อนเช่นกัน
เว็บไซต์อ้างอิง : https://www.tooktee.com/content/detail/1985/

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563

12 ศัพท์คอนโด ที่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงทุนอสังหาฯ by Tooktee.com

ศัพท์คอนโด ที่นักลงทุนอสังหาฯหลายๆคน ที่สนใจเริ่มลงทุนอสังหาฯ อาทิ คอนโด บ้าน หรือไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจซื้ออยู่เอง อาจจะงงกับคำศัพท์เฉพาะซึ่งไม่ค่อยได้ยินมาก่อน Tooktee.com จึงขอรวบรวมคำศัพท์ที่นักลงทุนอสังหาฯ มือใหม่จำเป็นต้องรู้ ที่ต้องรู้ความหมายของคำศัพท์ต่างๆ ก่อนที่จะซื้อ หรือลงทุนอสังหาฯ
 
ลงทุนอสังหา
  1.  Presales /พรี – เซล /
    เป็นศัพท์คอนโด ทางธุรกิจที่คุ้นเคยในหมู่นักลงทุนอสังหาฯ ประเภทคอนโด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกิดการซื้อขายอสังหาฯ ในราคาช่วงก่อนเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ จึงทำให้นักลงทุนได้ราคาต่ำกว่าตลาด ประกอบกับสามารถเลือกจองตำแหน่งห้องชุดได้ก่อนคนอื่น ส่วนใหญ่ผู้ซื้อจะมีสิทธิ์ถือครองเป็นระยะเวลา 2-3 ปี ก่อนคอนโดสร้างเสร็จ ผู้ซื้อสามารถเลือกจองทำเลได้ก่อน และตัดสินใจซื้อได้จากการดูห้องตัวอย่างที่ทางโครงการจัดแสดงไว้ให้ ซึ่งเหมาะกับการลงทุนอสังหาฯ ระยะสั้น หรือเรียกได้ว่าเป็นแบบเก็งกำไร


     
  2. Resales /รี – เซล /
    Resale คือ ราคาขายต่อหลังจากที่โครงการนั้นได้สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจะมีราคาสูงกว่า ช่วง Presales และเปิดตัวโครงการในระยะแรก ข้อดีของการซื้อช่วง Resales ในแง่ของผู้ซื้อคือ ได้เห็นสภาพบ้านหรือห้องชุด วัสดุที่ใช้ ทำเลที่ตั้ง ผู้ซื้อสามารถเห็นสภาพห้อง วัสดุที่ใช้ ทำเล วิวได้จริงทั้งหมด ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งนักลงทุนอสังหาฯ สามารถทำกำไรจาก Capital Gain หรือ Rental Yield ได้ในระยะยาว หรือในบางกรณี Resale คือการขายต่อสิทธิ์ในการจองโครงการก่อนโครงการสร้างเสร็จ หรือเรียกว่า ขายดาวน์  ในขณะที่นักลงทุนสามารถทำกำไรเพิ่มได้จากราคาขายในตลาดที่สูงขึ้น ทำให้ Capital Gain (ผลกำไรส่วนต่างจากราคาทรัพย์) เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว


     
  3. VIP Day /วีไอพี เดย์/
    วันพิเศษที่ผู้พัฒนาโครงการจัดขึ้นให้กับลูกค้าเก่าของบริษัท หรือผู้ที่ลงทะเบียนจองล่วงหน้า โดยจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งราคา ส่วนลด ของแถม รวมถึงการเลือกตำแหน่งห้องก่อนคนอื่น ส่วนใหญ่แล้ว ราคาที่ขายใน VIP Day จะเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในช่วงเวลาขายของโครงการ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มลูกค้าซื้อเพื่อนำไปทำกำไรในการขายต่อได้ อีกทั้งผู้พัฒนายังได้ผลพลอยได้จากการมียอดจองบางส่วนก่อน Presales ทำให้โครงการดูน่าสนใจในการลงทุนซื้อ

    ลงทุนอสังหา
     
  4. Capital Gain /แคพ’ พิเทิล – เกน/
    สำหรับศัพท์คอนโด คำนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญสำหรับนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากเป็นการเก็งกำไรที่เกิดขึ้นจากมูลค่าของอสังหาฯ ซึ่งมีการปรับตัวจากวันที่ซื้อ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มักใช้ Capital Gain เป็นตัวตัดสินว่าโครงการอสังหาฯ นั้นคุ้มจะลงทุนหรือไม่  โดยการคำนวนด้วย เอากำไรตั้ง หารด้วยต้นทุนที่ซื้อมา และ คูณด้วย 100 จะเป็น % ของ Capital Gain ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนอสังหาฯ จะมองตัวนี้เป็นเกณฑ์ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ในตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด หรือมี Capital Gain ที่สูงสุด โดยเฉลี่ยแล้ว การลงทุนอสังหาฯ Capital gain อยู่ที่ 10 – 15% ต่อปี (สำหรับโครงการใหม่)


    กำไร / ต้นทุนที่ซื้อมา x 100 = % ของ Capital Gain

     
  5. Rental Yield Rate /เรน’ เทิล – ยีลด – เรท/
    เบื้องต้น Rental Yield จะบอกว่าคอนโดฯ ที่ซื้อมาลงทุนปล่อยเช่านั้นเทียบกับเงินลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนสักกี่มากน้อย คล้ายๆ กับค่า Dividend Yield หรืออัตราผลตอบแทนเงินปันผลจากการเล่นหุ้นนั่นเอง ยิ่งผลลัพธ์หรือเปอร์เซ็นต์ Rental Yield ยิ่งสูงก็เท่ากับว่าคอนโดฯ ที่เราซื้อยิ่งมีราคาถูกมากเท่านั้น ซึ่งในความหมายก็คือคอนโดฯ มีศักยภาพหรือมีความคุ้มค่าสูงในการลงทุน

    ความหมายของอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่าทั้งในส่วนของคอนโดและบ้านตลอดทั้งปี ซึ่งนักลงทุนสามารถคาดคะเนรายได้จากสูตรคำนวณ โดยหากคิดออกมาแล้ว Rental Yield Rate อยู่ในระดับ 5-7% ถือว่าโครงการนั้นควรค่าแก่การลงทุน


    (ค่าเช่าที่จะได้รับต่อเดือน x 12) – ต้นทุน / ราคาที่ซื้อ x 100 = %



     
  6. Occupancy Rate /ออค’ คิวเพินซี – เรท/
    ศัพท์คอนโด คือ อัตราการเข้าพักที่อยู่อาศัยของคอนโดฯ โดยสามารถวัดคุณภาพของโครงการได้จากจำนวนผู้พักอาศัย เพราะหากโครงการไหนมีจำนวนผู้เข้าอยู่อาศัยจำนวนมาก ยิ่งวัดได้ว่ามีความต้องการเข้าอยู่อาศัยสูงด้วยเช่นกัน จึงเหมาะแก่การลงทุนเพื่อเก็งกำไรจาก Capital Gain และ Rental Yield
    เช่น คอนโดย่านเพลินจิต โครงการ ABC มีจำนวนผู้พักอาศัยอยู่ที่ 70% จากจำนวนยูนิตที่ปล่อยขายทั้งหมด ยิ่งถ้าคอนโดนั้น ๆ มีการเข้าอยู่ในอัตราที่สูงจะแสดงให้เห็นว่า คอนโดนี้มีความต้องการเข้าอยู่อาศัยสูง ซึ่งนักลงทุนอสังหาฯ สามารถซื้อเก็บไว้ เพื่อกำไรจาก Capital Gain และมีโอกาสปล่อยเช่าคอนโดได้ง่าย และได้ Rental Yield กลับมาสูง






     
  7. Property Fund /พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์/
    สำหรับคำนี้จะเป็นที่รู้จักในหมู่นักลงทุนอสังหาฯ ที่เลือกลงทุนในรูปแบบของกองทุน โดย Property Fund จะเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหน่วยลงทุนไปซื้อหรือเช่าอสังหาฯ ซึ่งกำไรที่ได้จากการบริหารอสังหาฯ (หักต้นทุนบริหารที่ต้องเสียไป) จะถูกนำไปแบ่งจัดสรรให้ผู้ถือหน่วยลงทุน อาจจะอยู่ในรูปแบบของเงินปันผล หรือมูลค่าหน่วยลงทุน (์NAV) ที่เพิ่มสูงขึ้นก็ได้


     
  8. REIT (Real Estate Investment Trust)  /รีท/
    ส่วนใหญ่คนจะรู้จัก REIT ในรูปแบบของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ โดยนักลงทุนอสังหาฯ ที่ถือใบทรัสต์ จะเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินของกองทรัสต์ ซึ่ง REIT จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย



    ที่มาภาพ : https://blog.sansiri.com/changing-of-ladprao-intersection/
     
  9.  New CBD (New Central Business District)  /นิว ซี บี ดี/
    คำนี้ถูกย่อมาจาก New Central Business District หรือย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ ซึ่งเหมาะแก่การลงทุน เนื่องจากมีอัตรา Capital Gain และ Rental Yield ค่อนข้างสูงตามดีมานด์หรืออุปสงค์ในพื้นที่นั้น ๆ โดยทำเลที่ถูกยกระดับให้เป็น New CBD ได้แก่ รัชดาภิเษก พระราม 9 และ ห้าแยกลาดพร้าว เป็นต้น



    ที่มาภาพ : https://www.sanook.com/home/13373/
     
  10. Prime Locations – Areas  /ไพรม-โลเค’เชิน 
    เป็นทำเลที่ตั้งโครงการอยู่ใจกลางเมือง มีศักยภาพและมักจะเพิ่มมูลค่าที่ดินรวมไปถึงอสังหาฯ อยู่เรื่อยๆ จึงมักเป็นที่นิยมของนักลงทุนอสังหาฯ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในโซน CBD หรือ Central Business District 

    เช่น  Prime location ในลอนดอน คือ City of Westminster, Prime location ในนิวยอร์ก คือ Manhattan และ Prime location ในกรุงเทพฯ คือ สีลม-สาทร สุขุมวิท-ชิดลม-เอกมัย ซึ่งเป็นย่านยอดนิยมสำหรับการลงทุนอสังหาฯ


    ที่มาภาพ : https://www.ananda.co.th/blog/
     
  11. Downtown /ดาวนทาวน์/
    คือ โซนพื้นที่ในเขตพื้นที่ชั้นในตัวเมือง แหล่งรวมสถานที่สำคัญ เช่น อาคารสำนักงานบริษัทชั้นนำ ห้างสรรพสินค้า ตัวอย่างพื้นที่ในกรุงเทพฯ เช่น เพลินจิต-ชิดลม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนอสังหาฯ  นอกจากนี้ก็ยังมีย่าน สีลม-สาทร, สุขุมวิทตอนต้น ฯลฯ

     
  12. Midtown /มิดทาวน์/
    คือ โซนพื้นที่ในเขตพื้นที่ชั้นกลางที่อยู่ถัดออกมาจากโซนพื้นที่ชั้นใน เป็นย่านที่อยู่อาศัยที่ไม่ไกลจากในตัวเมืองมากนัก เช่น ย่านเพชรบุรี พระราม 9 รัชดาภิเษก ลาดพร้าว รัชโยธิน พหลโยธิน อ่อนนุช

รู้จัก ศัพท์คอนโด มา12 ศัพท์แล้ว สำหรับนักลงทุนอสังหาฯ ท่านใดที่มีประสบการณ์การลงทุนบ้านและคอนโดฯ มาบ้างแล้ว คงทราบกันดีกับคำศัพท์มากมายที่ Tooktee.com ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่าง ตลอดจนคำศัพท์ในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านอย่าง MRR , MLR , Loan Interest ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องที่ผู้ซื้อหรือลงทุนมือใหม่ที่ขอสินเชื่อบ้าน ต้องรู้จักความหมายเหล่านี้ก่อนเช่นกัน
เว็บไซต์อ้างอิง : https://www.tooktee.com/content/detail/1985/

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563

12 ศัพท์ควรรู้ก่อนเริ่มลงทุนอสังหา – คอนโด (สำหรับนักลงทุนมือใหม่) by Tooktee.com

นักลงทุนอสังหาฯ หลายๆคน ที่สนใจเริ่มลงทุนอสังหาฯ อาทิ คอนโด บ้าน หรือไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจซื้ออยู่เอง อาจจะงงกับคำศัพท์เฉพาะซึ่งไม่ค่อยได้ยินมาก่อน Tooktee.com จึงขอรวบรวมคำศัพท์ที่นักลงทุนอสังหาฯ มือใหม่จำเป็นต้องรู้ ที่ต้องรู้ความหมายของคำศัพท์ต่างๆ ก่อนที่จะซื้อ หรือลงทุนอสังหาฯ
https://www.tooktee.com/contents/detail/1985
  1. Presales /พรี – เซล /
    เป็นคำศัพท์ทางธุรกิจที่คุ้นเคยในหมู่นักลงทุนอสังหาฯ ประเภทคอนโด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกิดการซื้อขายอสังหาฯ ในราคาช่วงก่อนเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ จึงทำให้นักลงทุนได้ราคาต่ำกว่าตลาด ประกอบกับสามารถเลือกจองตำแหน่งห้องชุดได้ก่อนคนอื่น ส่วนใหญ่ผู้ซื้อจะมีสิทธิ์ถือครองเป็นระยะเวลา 2-3 ปี ก่อนคอนโดสร้างเสร็จ ผู้ซื้อสามารถเลือกจองทำเลได้ก่อน และตัดสินใจซื้อได้จากการดูห้องตัวอย่างที่ทางโครงการจัดแสดงไว้ให้ ซึ่งเหมาะกับการลงทุนอสังหาฯ ระยะสั้น หรือเรียกได้ว่าเป็นแบบเก็งกำไร


     
  2. Resales /รี – เซล /
    Resale คือ ราคาขายต่อหลังจากที่โครงการนั้นได้สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจะมีราคาสูงกว่า ช่วง Presales และเปิดตัวโครงการในระยะแรก ข้อดีของการซื้อช่วง Resales ในแง่ของผู้ซื้อคือ ได้เห็นสภาพบ้านหรือห้องชุด วัสดุที่ใช้ ทำเลที่ตั้ง ผู้ซื้อสามารถเห็นสภาพห้อง วัสดุที่ใช้ ทำเล วิวได้จริงทั้งหมด ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งนักลงทุนอสังหาฯ สามารถทำกำไรจาก Capital Gain หรือ Rental Yield ได้ในระยะยาว หรือในบางกรณี Resale คือการขายต่อสิทธิ์ในการจองโครงการก่อนโครงการสร้างเสร็จ หรือเรียกว่า ขายดาวน์  ในขณะที่นักลงทุนสามารถทำกำไรเพิ่มได้จากราคาขายในตลาดที่สูงขึ้น ทำให้ Capital Gain (ผลกำไรส่วนต่างจากราคาทรัพย์) เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว


     
  3. VIP Day /วีไอพี เดย์/
    วันพิเศษที่ผู้พัฒนาโครงการจัดขึ้นให้กับลูกค้าเก่าของบริษัท หรือผู้ที่ลงทะเบียนจองล่วงหน้า โดยจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งราคา ส่วนลด ของแถม รวมถึงการเลือกตำแหน่งห้องก่อนคนอื่น ส่วนใหญ่แล้ว ราคาที่ขายใน VIP Day จะเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในช่วงเวลาขายของโครงการ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มลูกค้าซื้อเพื่อนำไปทำกำไรในการขายต่อได้ อีกทั้งผู้พัฒนายังได้ผลพลอยได้จากการมียอดจองบางส่วนก่อน Presales ทำให้โครงการดูน่าสนใจในการลงทุนซื้อ

    ลงทุนอสังหา
     
  4. Capital Gain /แคพ’ พิเทิล – เกน/
    สำหรับคำนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญสำหรับนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากเป็นการเก็งกำไรที่เกิดขึ้นจากมูลค่าของอสังหาฯ ซึ่งมีการปรับตัวจากวันที่ซื้อ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มักใช้ Capital Gain เป็นตัวตัดสินว่าโครงการอสังหาฯ นั้นคุ้มจะลงทุนหรือไม่  โดยการคำนวนด้วย เอากำไรตั้ง หารด้วยต้นทุนที่ซื้อมา และ คูณด้วย 100 จะเป็น % ของ Capital Gain ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนอสังหาฯ จะมองตัวนี้เป็นเกณฑ์ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ในตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด หรือมี Capital Gain ที่สูงสุด โดยเฉลี่ยแล้ว การลงทุนอสังหาฯ Capital gain อยู่ที่ 10 – 15% ต่อปี (สำหรับโครงการใหม่)


    กำไร / ต้นทุนที่ซื้อมา x 100 = % ของ Capital Gain

     
  5. Rental Yield Rate /เรน’ เทิล – ยีลด – เรท/
    เบื้องต้น Rental Yield จะบอกว่าคอนโดฯ ที่ซื้อมาลงทุนปล่อยเช่านั้นเทียบกับเงินลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนสักกี่มากน้อย คล้ายๆ กับค่า Dividend Yield หรืออัตราผลตอบแทนเงินปันผลจากการเล่นหุ้นนั่นเอง ยิ่งผลลัพธ์หรือเปอร์เซ็นต์ Rental Yield ยิ่งสูงก็เท่ากับว่าคอนโดฯ ที่เราซื้อยิ่งมีราคาถูกมากเท่านั้น ซึ่งในความหมายก็คือคอนโดฯ มีศักยภาพหรือมีความคุ้มค่าสูงในการลงทุน

    ความหมายของอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่าทั้งในส่วนของคอนโดและบ้านตลอดทั้งปี ซึ่งนักลงทุนสามารถคาดคะเนรายได้จากสูตรคำนวณ โดยหากคิดออกมาแล้ว Rental Yield Rate อยู่ในระดับ 5-7% ถือว่าโครงการนั้นควรค่าแก่การลงทุน


    (ค่าเช่าที่จะได้รับต่อเดือน x 12) – ต้นทุน / ราคาที่ซื้อ x 100 = %


เว็บไซต์อ้างอิง https://www.tooktee.com/contents/detail/1985

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

วิธีคำนวณปล่อยเช่าคอนโด อย่างไร ไม่ให้ขายทุน

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อคอนโดเพื่อการปล่อยเช่า การคำนวณปล่อยเช่าคอนโดเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้เทคนิคและประสบการณ์ของแต่ละคนในการปล่อยเช่าคอนโดอาจแตกต่างกันไป ซึ่งการมองภาพอนาคตหรือการคาดการณ์ว่า เราจะได้ผลตอบแทนการลงทุนปล่อยเช่าคอนโดในครั้งนี้เท่าไหร่ สิ่งที่ควรสนใจ เป็นลำดับแรก ที่ Tooktee.com แนะนำ ก็คือ “ต้นทุนการลงทุน” 
  • ต้นทุนการลงทุน คืออะไร
ต้นทุนที่ว่านี้ คือ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนซื้อคอนโดในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนซื้อคอนโดของแต่ละท่าน อาจจะมีไม่เหมือนกัน ดั่งเช่นที่มีคนกล่าวไว้ว่า “คนเราเกิดมาก็ไม่เท่ากันแล้ว” การลงทุนคอนโดก็ควร “รู้จักตัวเอง” ก่อนเป็นลำดับแรก เช่น ซื้อคอนโดที่ยังสร้างไม่เสร็จ (มีการผ่อนดาวน์) ซื้อคอนโดพร้อมเฟอร์นิเจอร์ กู้เงินเพื่อซื้อคอนโด  นอกเหนือจากนั้นราคาคอนโดในการคำนวณปล่อยเช่าควรรวมค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมด้วย เช่น ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าใช้จ่ายด้านภาษีเงินได้ (หากมีการซื้อคอนโดมือสอง บางเคสผู้ขายอาจผลักภาระส่วนนี้ให้ผู้ซื้อได้) ค่าจดจำนอง (ในกรณีที่กู้เงินเพื่อซื้อคอนโด) อาจจะรวมไปถึงการซื้อคอนโดราคาสูงแต่มีสัญญาการันตีผลตอบแทนการลงทุนด้วยก็ได้ ในส่วนที่ต้องพิจารณาลำดับถัดไป คือ “รายได้จากการปล่อยเช่าคอนโด” 
ในส่วนรายได้จากการปล่อยเช่านี้ หากท่านไม่ได้คุ้นชิน หรือคลุกคลีอยู่ในทำเลนั้น ๆ การคาดการณ์รายได้จากการเช่านั้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะพิจารณาข้อมูลคำบอกเล่าจากเซลล์ที่ขายคอนโดให้ท่านเพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้พิจารณาสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในการคำนวณปล่อยเช่าคอนโดได้อย่างแม่นยำ ท่านควรหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งการที่จะได้มาด้านข้อมูลค่าเช่านั้นมีได้หลากหลายช่องทาง เช่น ดูจากประกาศบริเวณบอร์ดหน้าสำนักงานนิติบุคคลคอนโดนั้น ๆ ประกาศปล่อยเช่าในเว็บไซต์ หรือสอบถามเอเจ้นท์ (Agent) ที่อยู่ในโครงการหรือบริเวณใกล้เคียงหลาย ๆ คน อย่างไรก็ตามช่องทางข้างต้นเหมาะสำหรับโครงการที่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จ ในส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือยังไม่เกิดการปล่อยเช่าในคอนโดนั้น ๆ ท่านอาจจะต้องพิจารณาจากคอนโดรอบข้างที่มีลักษณะหรือทำเลใกล้เคียงกันแทน หรือรวมไปถึงพิจารณาการเช่าอะพาร์ตเม้นท์ที่อยู่รอบ ๆ โครงการร่วมด้วยเช่นเดียวกัน
นอกจากนั้นการคำนวณอัตราว่าง ก็เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ อัตราว่างคือช่วงระยะเวลาการหาผู้เช่าระหว่างรายแรก และผู้เช่าใหม่ (ระหว่างสัญญา) เป็นช่วงสูญญากาศที่ท่านจะไม่ได้รับรายได้จากการปล่อยเช่า (แน่นอนว่าเมื่อไม่มีผู้เช่าก็ย่อมไม่มีรายได้จากการเช่าเกิดขึ้น) ดัังนั้นการคำนวณปล่อยเช่า ท่านควรเติมอัตราว่างเข้าสู่การคำนวณของท่านด้วย ซึ่งการทำสัญญาระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) อาจจะลดอัตราว่างของคอนโดท่านได้ นอกจากนั้นรูปแบบห้องพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีอัตราว่างมากกว่าห้องขนาดที่เล็กกว่า (เนื่องจากมีค่าเช่าที่แพงกว่า) แต่บางทำเลหากมีความขาดแคลนห้องขนาดใหญ่ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ในส่วนนี้จะต้องย้อนกลับไปสู่กระบวนการของการหาข้อมูลที่ท่านหามาว่าครบถ้วนแม่นยำเพียงใด หรือหากใครเชี่ยวชาญก็อาจจะใช้ประสบการณ์ร่วมได้ ประเด็นลำดับถัดมาคือ “ค่าใช้จ่ายระหว่างปล่อยเช่าคอนโด
ค่าใช้จ่ายระหว่างปล่อยเช่าคอนโดอาจต้องแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ตามรอบเวลาของกิจกรรมที่เกิดขึ้น คือ ค่าใช้จ่ายทั่วไป และค่าใช้จ่ายในการลงทุน
ค่าใช้จ่ายทั่วไป เป็นค่าใช้จ่ายประจำตามรอบ (Routine) ที่ท่านต้องเสียเงินจ่าย ได้แก่ ค่าส่วนกลาง ค่ารักษามิเตอร์น้ำ ค่าประกันคอนโด ที่คอนโดบางแห่งอาจจะจ่ายรายปี หรือราย 6 เดือน ค่าล้างแอร์ รวมไปถึงค่าทำความสะอาด ในกรณีที่มีผู้เช่าย้ายเข้ามาใหม่ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายของโครงการคอนโดแต่ละที่เพิ่มเติม เช่น ค่าต่อสัญญาเช่า (ในกรณีที่เป็นคอนโดกรรมสิทธิ์เช่า-Leasehold) ค่าภาระจำยอมในพื้นที่ร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น นอกจากนั้นในช่วงนี้ยังมีประเด็นที่น่าจับตา คือ ค่าใช้จ่ายด้านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ โดยในส่วนของคอนโดนั้นอาจจะไม่ได้เก็บรายปีมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นรายจ่ายในการคำนวณปล่อยเช่าคอนโดได้อีกหมวดหนึ่ง
ค่าใช้จ่ายในการลงทุน เป็นเรื่องสำคัญอีกรายการหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะลืมกัน เนื่องจากหากท่านปล่อยเช่าคอนโด อุปกรณ์ภายในห้องทัั้งเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงการตกแต่งภายในห้องท่านทรุดโทรม หรือล้าสมัย อาจส่งผลให้ท่านหาผู้เช่ารายใหม่ หรือการขึ้นค่าเช่าได้ยากขึ้น เฉกเช่นเดียวกับทางโครงการคอนโด ที่มีการเก็บค่าส่วนกลาง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายบริหารภายในโครงการ และเงินกองทุนที่เก็บครั้งเดียวเมื่อท่านซื้อคอนโด เพื่อนำไปใช้จ่ายด้านการลงทุนเพื่อรักษาหรือเพิ่มมูลค่าของโครงการได้
สำหรับทั้งลงทุนทั้ง 3 หัวข้อหลักที่ได้กล่าวไป คือ ต้นทุนการลงทุน รายได้จากการปล่อยเช่า และค่าใช้จ่ายระหว่างการปล่อยเช่า ถ้าเราเข้าใจกระบวนการทำงานของ 3 ห้วข้ออย่างถ่องแท้ จะทำให้เราสามารถคำนวณปล่อยเช่าคอนโด ได้อย่างไม่พลาดได้ โดย Tooktee.com ได้ทำสรุป Check List ในการปล่อยเช่าคอนโดเพื่อการลงทุนให้ไม่พลาดผลตอบแทนการลงทุนที่ท่านคาดหวังไว้ ดังนี้
ไม่พลาดข่าวสาร รวมคอนโดดีลพิเศษมากมาย เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์  @Tooktee
 
@TOOKTEE
เว็บไซต์อ้างอิง : https://www.tooktee.com/contents/detail/1975