วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ซื้ออสังหาฯ ลงทุนคอนโดใหม่ ตอนนี้ ยังดีอยู่ไหม Tips เทคนิคการลงทุน





หลายคนที่สนใจลงทุนคอนโด ลงทุนอสังหาฯ คงกำลังคิดหนักว่าจะลงทุนดีไหม จะติดดอยไหม?
ลงทุนอสังหายังไงดี? วันนี้ Tooktee มาสรุปประเด็นสถานการณ์ตลาดของนักลงทุนอสังหาฯ และเทคนิคการลงทุนอสังหาฯ ตั้งแต่เทคนิคการเช็ค Real Demand แอบส่องสายตามองตามระเบียงห้องนอน ไปจนถึงเทคนิคการเลือกห้องให้โดนใจผู้เช่า แบบใจเขาใจเรา และอื่นๆ อีกมากมาย ให้คุณนำไปปรับใช้กันได้สบาย ๆ
สถานการณ์ตลาดปัจจุบัน ยังอสังหาฯน่าลงทุนอยู่ไหม?
เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจทำพิษ มีคนบอกว่าอสังหาอยู่ในช่วงขาลงแล้ว หลายคนก็กลัวว่าจะเกิดฟองสบู่จากการที่มีอสังหาริมทรัพย์ออกมาขายมากเกินความต้องการของตลาด จนแบงค์ชาติต้องออกมาตรการคุมเข้ม LTV เพื่อกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยกำหนดเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) ให้เข้มงวดขึ้นสำหรับการซื้อบ้านสัญญาที่สองและสามหรือบ้านที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 62) ก็เพื่อลดปริมาณ demand เทียมที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยที่มีเงินออม หรือกำลังซื้อไม่มากพอ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย หรือ NPL ไม่มีเงินพอจ่ายค่าผ่อนคอนโดในภายหลังนั่นเอง พอได้ยินเรื่องมาตรการ LTV กันแล้ว หลายคนคงเริ่มกลัวการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้ 
สำหรับคนที่ลงทุนอสังหาระยะสั้น เช่น ซื้อใบจอง ขายดาวน์คอนโด คงไม่เหมาะที่จะลงทุนในช่วงนี้เท่าไหร่นัก เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนอสังหาริมทรัพย์เหลือขายมาก แล้วยังมีโปรโมชัน ส่วนลดจากผู้ประกอบการมากมาย ทำให้คุณมีคู่แข่งในการขายดาวน์มากขึ้น แต่คนที่มีเงินเย็น หรือกำลังซื้อมากพอที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้มีไม่มากนัก จึงมีความเสี่ยงในการติดดอย ขายดาวน์ไม่ออก และต้องโดนบีบให้โอนกรรมสิทธิ์เข้ามาเป็นของตนเองในที่สุด
แต่สำหรับคนที่สนใจลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว เช่น การซื้อบ้าน-คอนโดเพื่อปล่อยเช่า และขายในอีกหลายปีข้างหน้า ก็ยังพอจะไปต่อได้ แต่ก่อนจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ไหนก็ตาม เราต้องเข้าใจก่อนว่าเราจะได้รับผลตอบแทนจากทางไหนบ้าง โดยหลักๆ จะมี 2 ทาง นั่นคือ ค่าเช่า (Rental Yield) และรายได้จากการขายต่อในราคาที่สูงขึ้น (Capital gain) ทั้งนี้ ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกโครงการจะได้รับผลตอบแทนงาม ๆ กำไรดี ๆ โดยเฉพาะเมื่อรายได้จากการปล่อยเช่าไม่สูงเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากมีอุปทาน (Supply) อสังหาให้เช่าจากนักลงทุน และอสังหาเปิดใหม่จาก developer มากกว่าอุปสงค์ (Demand) จำนวนผู้เช่า ทำให้ผู้เช่ามีอำนาจในการต่อราคามากกว่า ค่าเช่าจึงไม่สามารถขยับสูงขึ้นได้มากนัก ส่วนการจะทำกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ (Capital gain) นั้นขึ้นอยู่กับราคาต้นทุนที่เราซื้อ และศักยภาพของทำเลและโครงการอีกด้วย วันนี้ Tooktee จะมาแนะนำ 8 เคล็ดลับการเลือกคอนโดเพื่อการลงทุน ให้คุณไม่นก ไม่ติดดอย
เทคนิคการลงทุนอสังหาฯ ลงทุนคอนโด
1.   Real demand ควรเลือกคอนโดที่มีแนวโน้มคนอยู่จริงมาก
ไม่ใช่แค่เก็งกำไรแล้วทิ้งห้องว่าง เพราะหมายความว่าคุณจะมีคู่แข่งปล่อยเช่าอสังหามากขึ้นนั่นเอง และแปลว่าคอนโดนี้อาจจะไม่ได้ตรงกับความต้องการของตลาดจริง ถูกปั่นราคา สร้างกระแสมาเรียกนักลงทุน หากคอนโดที่คนเลือกซื้อเป็นโครงการที่มีคนเข้ามาอยู่จริงแล้ว ให้กวาดสายตามองตามระเบียงห้องนอน หากมีอุปกรณ์ตากไว้ มีผ้าม่าน ลักษณะเหมือนคุณอยู่อาศัยจริงเป็นสัดส่วนที่มาก ก็น่าสนใจที่จะลงทุน หรือลองถามนิติบุคคล แม่ค้า และวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยดูเพื่อความชัวร์
2.   Real Value ราคาอสังหาตรงกับราคาตลาดจริงไหม?
เพราะต้นทุนในการซื้อคอนโดของแต่ละคนไม่ได้เท่ากัน ถึงแม้จะเป็นโครงการเดียวกัน หรืออยู่ในย่านเดียวกันแต่ซื้อกันคนละช่วงเวลาก็จะมีต้นทุนการซื้อต่างกัน หากคุณซื้อคอนโดมาในราคาสูง โอกาสทำกำไรจากการขายต่อก็ลดลง และผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าก็ต่ำลงด้วย 
3.   ศักยภาพโครงการและห้องของเรา
ลองนึกถึงอนาคตของคอนโด ขายต่อได้กำไรจริงไหม บ้างคนบอกว่า จะดูอสังหาต้องเลือกจาก location, location, location ทำเลสำคัญก็จริง แต่ในทำเลเดียวกันก็มีหลายโครงการ เราอาจนำแนวคิดทางการตลาด 4P (Product, Price, Place, Promotion) มาใช่ในการประเมินด้วย เช่น
        Product - รูปแบบห้อง และขนาดห้องตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ-ผู้เช่าในตลาดไหม? เช่น
        บางโครงการขายห้องขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าราคาต่อตารางเมตรจะไม่ต่างจากโครงการรอบข้าง แค่          ราคาห้องสูงกว่า คนซื้อต่อและคนเช่าอยู่อาจจะไม่ต้องการจ่ายเพิ่มเพื่อพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรก็ได้          เป็นต้น
        Price เทียบกับราคาคอนโด บ้าน ทาวน์เฮ้าส์รอบๆ ราคาอสังหาที่เราจะซื้อถือว่าเป็นทางเลือก ที่ดีกว่าไหม? ถ้าหากว่าราคาของเราสูงเกินกว่าโครงการรอบ ๆ โดยที่ลักษณะโครงการใกล้เคียง กันก็มีโอกาสในการขายต่อ และปล่อยเช่าได้ยากขึ้น
        Place การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นในอนาคต สามารถพิจารณาได้จาก หลายปัจจัย เช่น รอบ ๆ โครงการมีศักยภาพในกาารดึงดูดคนมาอยู่อาศัยเพิ่มไหม หากมีสิ่ง อำนวยความสะดวก ได้แก่ ตลาด ร้านค้า และร้านอาหาร หรือมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ รถไฟฟ้า และทางด่วน ก็มีโอกาสราคาเพิ่มขึ้นในอนาคต
        Promotion นึกถึงจุดเด่นของห้้องเราที่จะดึงดูดใจคนมาเช่า ซื้อต่อให้ได้ เช่น ห้องวิวสวย อยู่ในมุมสงบชั้นสูง เป็นต้น
4.   ลงทุนคอนโด เลือกห้องให้ถูกใจคนเช่า-คนซื้อต่อ ไม่ใช่แค่ถูกใจเรา
บางคนเลือกห้องชั้นล่าง ๆ เพราะราคาถูก หรือชั้นเดียวกับส่วนกลางเพราะคิดว่าสะดวกสบายดี บางคนก็เลือกห้อง Duplex หรือ Hybrid เพราะว่าชอบไลฟ์สไตล์แบบนี้ แต่คนเช่าส่วนใหญ่อาจมองว่าห้องชั้นล่างทำเลไม่ได้ ชั้นส่วนกลางเสียงดัง หรือห้องดูเพล็กซ์มีราคาค่าเช่าสูงเกินจำเป็น ทำให้ปล่อยเช่าหรือขายได้ยาก ลองคิดว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร และเขาต้องการอะไรก่อนจะลงทุนซื้อคอนโดมาปล่อยเช่า เพราะเขาอาจจะชอบไม่เหมือนเรา
5.   ที่ดินเปล่า = คู่แข่งในอนาคต?
ลองเล็งที่ดินเปล่ารอบ ๆ โครงการให้ดี เพราะที่ดินพวกนี้ล่ะตัวดี ถ้าเลือกห้องที่หันไปทางที่ดินเหล่านี้ ตอนซื้อแรก ๆ อาจจะได้วิวดี โล่ง โปร่ง สบาย แต่อยู่ไปสักพักมีคนขึ้นโครงการใหม่ขึ้นมา คนอยู่ต้องเจอกับเสียงดัง จะสร้างทีก็บังวิวเราหมดเลย กลายเป็นว่าทำเลดี ๆ ที่เราเล็งไว้อาจจะไม่ดีอีกต่อไป
6.   แบรนด์ของโครงการก็สำคัญ
ถึงแม้จะเป็นโครงการในทำเลเดียวกัน แต่ชื่อเสียงด้านบริการหลังการขายและคุณภาพของการพัฒนาโครงการของบริษัทผู้พัฒนา และนิติบุคคล (ฝ่ายบริหารอาคารและสถานที่) ก็สำคัญมากในการหาผู้เช่าและการขายต่อ เพราะคนเช่าและคนซื้อต่อจะมั่นใจได้มากกว่าว่าโครงการจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์
7.   เปรียบเทียบผลตอบแทนที่คาดหวัง กับรูปแบบการลงทุนอื่น ๆ
หลายคนสนใจการลงทุนอสังหาเพาะได้ผลตอบแทนสูงโดยไม่ต้องลงเงินตัวเองทั้งหมด แต่ในช่วงที่อสังหาริมทรัพย์เป็นตลาดของผู้เช่า หมายความว่ามีอุปทานห้องว่างปล่อยเช่ามากกว่าจำนวนผู้เช่าในตลาด ทำให้ผู้เช่ามีสิทธิ์ในการต่อรอง และเลือกสูงกว่าผู้ให้เช่า ทำให้ผลตอบแทนจากการเช่าต่ำ แค่ 5-6% ต่อปีก็ถือว่างามแล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจจะพอโปะค่าผ่อนคอนโดได้แต่ก็ไม่ได้กำไรมากนัก ทำให้คนที่สนใจลงทุนคอนโดต้องคิดให้ดีว่า จะรับความเสี่ยงได้ไหม หรือจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เล่นหุ้น และอื่น ๆ ดีกว่ากัน จริงอยู่ว่าการลงทุนอสังหาไม่ต้องลงทุนด้วยเงินตัวเองทั้งหมด จึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าและการขายมากกว่าการลงทุนแบบอื่น ๆ แต่ก็มีความเสี่ยง และถือเป็นการลงทุนระยะยาวเช่นกัน
8.   กำลังซื้อของตัวเอง
ข้อนี้นับว่าสำคัญที่สุดสำหรับการ
ลงทุนคอนโดโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เราต้องลองนึกถึงความเสี่ยงกรณีที่หาคนเช่าไม่ได้ สายป่านเรายาวพอที่จะจ่ายค่าผ่อนคอนโด โปะค่าดอกเบี้ยได้เองไหม? อย่าลืมเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินแต่ละที่ และควรจะรีไฟแนนซ์เพื่อคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเอาไว้ รวมทั้งรีบโปะเงินต้นจะได้เสียค่าดอกเบี้ยลดลง และลดจำนวนปีที่ต้องผ่อนได้ด้วย
หากใครสนใจลงทุนคอนโด หรือ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ล่ะก็อย่าลืมคิดให้ดีนะจ๊ะ อย่าหวั่นไหวไปกับกระแสโปรโมชัน ส่วนลด หรือ เชื่อคำเพื่อนบอกมาว่าโครงการนี้น่าลงทุน เพราะสุดท้ายแล้วคนลงทุนก็คือเรา จึงต้องคิดให้ดี ๆ ก่อน Tooktee มีเคล็ดลับการลงทุนคอนโดให้ 8 ข้อนี้ แต่หากใครมีเคล็ดลับอื่น ๆ อยากแนะนำอีกสามารถส่งข้อความมาหา Tooktee ได้ทางเฟซบุค >>https://www.facebook.com/Tookteedotcom/
หรือค้นหาดีลอสังหา ราคาพิเศษ ให้คุ้มค่าการลงทุนได้ที่ https://www.tooktee.com/all-deal
ที


วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ทำไมบ้าน คอนโดหลุดดาวน์ ขายดาวน์เท่าทุน เยอะจัง ซื้อดีไหม



https://www.tooktee.com/content/detail/1498

30 ก.ค. 2562 ตลาดโครงการบ้านใหม่ๆ ทำไมบ้านคอนโดหลุดดาวน์ ขายดาวน์ขาดทุน แล้วโปรโมชันบ้าน ส่วนลดแลกแจกแถมเยอะ เราไปซื้อมาเก็บไว้บ้างดีหรือเปล่า? มีความเสี่ยงไหม?

หลาย ๆ คนอาจจะเห็นป้าย และโฆษณาออนไลน์มากมายเกี่ยวกับโปรโมชันบ้าน ส่วนลดคอนโดใหม่ ห้องหลุดดาวน์ ราคาพิเศษ! ขายดาวน์ราคาเท่าทุน หรือ ขายขาดทุนบ้างก็มี ทำไมช่วงนี้มีห้องหลุดดาวน์  คอนโดหลุดโอน ส่วนลดแลกแจกแถมเยอะจัง แล้วเราไปซื้อมาเก็บไว้บ้างดีหรือเปล่า? มีความเสี่ยงอะไรไหม? Tooktee (ทุกที่) จะมาสรุปข้อสงสัยที่ทุกคนมีให้ฟังว่าปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? แล้วเราควรซื้อหรือเปล่า?



     ช่วงนี้จะเห็นประกาศ คอนโดหลุดดาวน์จากบริษัทผู้พัฒนาเจ้าใหญ่ หรือ ประกาศขายดาวน์แบบเท่าทุน ถึงขาดทุนจากคนทั่วไปมากมายตามเว็บไซต์ซื้อ-ขายบ้านต่าง ๆ เกิดจากปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และ ผลกระทบทางจิตวิทยาจากมาตรการคุมเข้ม LTV เพื่อกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยกำหนดเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) ให้เข้มงวดขึ้นสำหรับการซื้อบ้านสัญญาที่สองและสามหรือบ้านที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 62) ที่ทำให้นักลงทุนอสังหา เก็งกำไรพากันหนาว กลัวจะต้องใช้เงินต้นลงทุนมากเกินไปเพราะผ่อนได้น้อยลง และอาจจะปล่อยเช่ายากจากสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบัน จึงพากันทิ้งเงินดาวน์ หรือ เอามาขายต่อในราคาไม่แพงเพื่อไม่ให้ติดมือ จนต้องถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ เพราะกลัวว่าจะกู้ไม่ผ่าน ผ่อนก็ไม่ไหวอีกต่างหาก เมื่อโครงการได้รับห้อง หรือบ้านเหล่านี้กลับมาก็จะสามารถนำมาขายได้ในราคาถูกลง เพราะผู้ซื้อคนแรกจ่ายเงินค่าจองและค่าเงินดาวน์ไปบ้างแล้ว 5-10% ของราคาบ้าน โครงการบ้านใหม่ คอนโดใหม่ จึงสามารถเอาส่วนต่างนี้มาจัดโปรโมชันบ้าน ลดแลกแจกแถมให้ผู้ซื้อคนต่อไปนั่นเอง ถือว่าเป็นโชคร้ายของเขา และอาจเป็นโชคดีของเราที่ได้ซื้อบ้านในราคาถูกลงกว่าปกติ 

จะซื้อคอนโดหลุดดาวน์ ดีไหม เป็นการลงทุนที่ดีหรือเปล่า?
คอนโดหลุดดาวน์ บ้านหลุดดาวน์ ขายดาวน์ขาดทุนแปลว่าคุณมีโอกาสซื้ออสังหาในราคาพิเศษ ได้ส่วนลดมากกว่าคนอื่น ๆ ก็ฟังดูดีอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าเป็นการลงทุนที่ดีหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ Tooktee (ทุกที่) ขอลิสต์ออกมา 3 ข้อให้เช็คกันง่าย ๆ ได้แก่
1.   กำลังซื้อสำคัญที่สุด 
การลงทุนยิ่งมีโอกาสสูง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูง High risk, High return ต้องถามตัวเองก่อนว่าเรามีกำลังพอจะรับความเสี่ยงนี้ไหม? จะกู้ผ่านไหม? ผ่อนไหวหรือเปล่า? ถ้าไม่มีคนเช่าสัก 4-5 เดือนเราแบกรับค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้าน ค่าส่วนกลางพวกนี้ได้เองไหม? โดยเฉพาะเมื่อมีมาตรการ LTV ใหม่ออกมา ทำให้เราต้องพิจารณากำลังซื้อของตัวเองให้มาก
สำหรับคนซื้อบ้านหลังแรกให้ดูที่ศักยภาพของตัวเองในการผ่อนบ้าน แต่คนที่จะซื้อบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป จะได้รับผลกระทบจากมาตรการคุม LTV ตัวใหม่ นั่นคือ ต้องวางเงินดาวน์มากขึ้น กู้ได้น้อยลง
·         คนที่ต้องการจะกู้ซื้อบ้านหลังที่ โดยที่ยังผ่อนบ้านหรือคอนโดหลังแรกไม่ถึง 3 ปี จะต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 20% ของมูลค่าบ้าน 
·         คนที่ต้องการจะกู้ซื้อบ้านหลังที่ โดยแต่ถ้าผ่อนบ้านไปแล้วตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ก็จะต้องวางเงินดาวน์ 10% ของมูลค่าบ้าน 
·         คนที่ต้องการจะกู้ซื้อบ้านหลังที่ 3 โดยที่ยังผ่อนบ้าน-คอนโดอยู่ทั้ง 2 ที่ต้องมีเงินดาวน์ 30% ของมูลค่าบ้าน
ถือเป็นมาตรการที่คัดกรองผู้ซื้อตัวจริง ออกจากนักลงทุนอสังหาฯ เพราะทำให้ต้องวางเงินลงทุนมากขึ้น ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการผ่อนบ้านไปได้
สำหรับคนที่อยากไปช้อนอสังหาหลุดดาวน์ช่วงนี้ก็ต้องเป็นคนมีเงินเย็น มีเงินสดมากพอจะวางเงินดาวน์สัก 20% ของราคาบ้านได้ และมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถขอสินเชื่อกู้บ้านผ่านด้วยนั่นเอง
2.   ตัวเลือกจำกัด ต้องเลือกให้ดี
คอนโดหลุดดาวน์ และห้องที่มีโปรโมชันพิเศษมีจำนวนจำกัด เราอาจไม่ได้หน่วยขาย หรือทำเลที่เราต้องการ ถ้าจะซื้อเพื่อลงทุนก็ต้องคิดว่าผู้ซื้อต่อ หรือ ผู้เช่ามีความต้องการแบบใด? ตอบโจทย์ไหม? เพราะถ้าเลือกห้องคอนโด หรือบ้านราคาพิเศษมาแต่เป็นห้องในมุมอับ วิวไม่สวย ขายต่อหรือปล่อยเช่ายาก สู้ซื้อในราคาธรรมดายังจะได้ผลตอบแทนดีกว่าเสียอีก
3.   ราคาหลังลดนี้ถือว่าถูกจริงไหม?
ถึงเราจะเห็นโครงการแห่ลดราคากันยกใหญ่ ออกโปรโมชัน
ขายดาวน์คอนโดขาดทุน ส่วนลดราคาพิเศษมากมาย หลายโครงการให้ส่วนลดหลักแสน หลักล้านบาท! แต่ใช่ว่าราคาหลังลดแล้วจะถูก คุ้มค่าในการซื้อจริง ๆ เพราะบางโครงการอาจเกาะกระแสคอนโดหลุดดาวน์ ออกโปรโมชันหลอก ๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนเราได้ส่วนลดเยอะ แต่เมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ ในละแวกเดียวกันที่มีลักษณะใกล้กันแล้ว ราคานี้อาจจะเป็นราคาทั่วไป ไม่ได้ถูกกว่า คุ้มค่ากว่ามากนัก เพราะฉะนั้นต้องระวัง เดี๋ยวจะเป็นเม่าที่หลงใหลในป้าย SALE แล้วจบลงด้วยการติดดอย

โครงการไหนลดราคาบ้าง?

    สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านและคอนโดที่มีส่วนลดราคาพิเศษ โปรโมชันของแถมเพียบ แบบที่คุ้มค่าคุ้มราคาแล้วล่ะก็ Tooktee (ทุกที่) ได้รวบรวมส่วนลด โปรโมชันเหล่านี้ไว้ให้แล้ว Tooktee มีครบจบทุกดีล รวมดีลอสังหามาให้เพื่อคุณ 

   นอกจากเรื่องราคาพิเศษแล้ว Tooktee (ทุกที่) ขอแนะนำให้ศึกษาศักยภาพของโครงการให้ดี เช่น แนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังจะตัดผ่าน สถานที่สำคัญโดยรอบ การเดินทางที่ทุกคนสามารถเข้าไปอ่านได้ในหน้าโครงการของเว็บไซต์ Tooktee (ทุกที่) เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุดในการซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือซื้อเพื่อการลงทุน
อ่าน เทคนิคการลงทุนในสถานการณ์อสังหาปัจจุบัน Tooktee’s tips! https://www.tooktee.com/content/detail/1426

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ตรวจสอบสีผังเมืองง่าย ๆ ผังเมือง กทม. 2556 ร่างผังเมืองใหม่กทม


กฎหมายผังเมืองที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัด จะบอกถึงศักยภาพในการพัฒนาว่าเราสามารถสร้างอาคารประเภทไหนได้บ้าง สร้างได้ขนาดเท่าไหร่ สมมุติว่าเราได้ที่ดินขึ้นมาแปลงหนึ่งในราคาถูก อยากจะสร้างคอนโดมิเนียมขาย แต่ที่ดินคุณตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นที่ดินประเภทส่งเสริมด้านชนบทและเกษตรกรรม ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสสร้างคอนโดมิเนียมได้บ้างในพื้นที่ (บางพื้นที่กำหนดให้สร้างได้เพียง 5% ของพื้นที่ทั้งหมด) แต่การพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวสูงแบบ Hige rise สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้คุณคงเป็นไปไม่ได้  ก็กลับกลายเป็นว่าคุณได้จ่ายเงินซื้อที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพน้อยไปซะแล้ว โอกาสในการพัฒนาอะไรก็จะยากขึ้น ก่อนจะซื้อที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ก็ควรตรวจสอบสีผังเมืองให้แน่ใจกันก่อนนะคะ
ประเภทสีผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ในทุกจังหวัดจะมีการกำหนดและจัดสรรผังเมืองเอาไว้ สำหรับผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับปัจจุบัน ปีพ.ศ. 2556 และร่างผังเมืองฉบับใหม่ จะแบ่งแยกออกเป็นโซนไล่ตามสีทั้งหมด 10 ประเภท (อันที่จริงมีย่อยกว่านั้นอีก) โดยจะบอกได้ว่าแต่ละสีหมายถึงอะไร เป็นที่ดินแบบไหน อีกทั้งยังส่งผลต่อราคาที่ดินอีกด้วย ถึงแม้ว่าที่ตั้งที่ดินจะห่างกันเพียงแค่ไม่กี่เมตร ก็อาจมีศักยภาพการพัฒนาที่ต่างกันอย่างมากตามข้อกำหนดสีผังเมือง
·         พื้นที่สีเหลือง – ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย
·         พื้นที่สีส้ม – ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง
·         พื้นที่สีน้ำตาล – ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก
·         พื้นที่สีน้ำเงิน – ที่ดินประเภทสถาบันราชการ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ
·         พื้นที่สีน้ำตาลอ่อน – ที่ดินประเภทอนุรักษ์เพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย (ในร่างผังเมืองใหม่ จะเปลี่ยนประเภทสีผังเมืองนี้เป็นพื้นที่พานิชยกรรม พ.และ พ.2)
·         พื้นที่สีแดง – ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม
·         พื้นที่สีม่วง – ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม
·         พื้นที่สีเม็ดมะปราง – ที่ดินประเภทคลังสินค้า
·         พื้นที่สีขาวมีกรอบและเส้นทะแยงสีเขียว – ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม
·         พื้นที่สีเขียว – ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม
ในประเภทสีผังเมืองทั้งหมด 10 สีนั้น จะแบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็น 31 บริเวณในร่างผังเมืองใหม่ เพิ่มขึ้นจากประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน 26 บริเวณในกฎหมายผังเมืองเดิม ซึ่งหมายความว่าถึงแม้ที่ดินจะอยู่ในพื้นที่สีเดียวกัน ก็อาจมีข้อจำกัดการพัฒนาที่ทำให้สร้างอาคารบางประเภทไม่ได้นั่นเอง
วิธีตรวจสอบสีผังเมืองง่าย ๆ แค่ ขั้นตอน
1.    ดูสีผังเมืองบนแผนที่ TOOKTEE
ค้นหาทำเลบ้านของคุณจากชื่อซอย ชื่อเขต หรือชื่อโครงการบ้านของคุณ หรือซูมลงบนแผนที่ได้เลย ขณะนี้ TOOKTEE เปิดให้บริการตรวจสอบสีผังเมืองบนแผนที่ใน พื้นที่ ดังนี้
·         ดูผังเมืองรวมกรุงเทพปัจจุบันได้ที่นี่ >> CLICK
·         ดูร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฉบับใหม่ได้ที่นี่ >> CLICK 
·         ดูผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมและชุมชนแหลมฉบังได้ที่นี่ >> CLICK 
·         ดูผังเมืองรวมชุมชนบางปะกงได้ที่นี่ >> CLICK
·         ดูผังเมืองรวมชุมชนบ้านโพธิ์ได้ที่นี่ >> CLICK
ที่มาของบทความดีๆ >>https://www.tooktee.com/content/detail/1332

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

วิธีตรวจสอบ FAR และ OSR ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อาคารตามประเภทสีผังเมือง

FAR และ OSR คืออะไร?
FAR และ OSR เป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อาคารตามประเภทสีผังเมืองในแต่ละพื้นที่ ส่งผลต่อศักยภาพการพัฒนา และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมาก เพราะจะส่งผลต่อขนาดพื้นที่อาคารที่สามารถสร้างได้ และทำให้โอกาสสร้างรายได้มากขึ้นหรือน้อยลงตามข้อกำหนดนี้ ซึ่งหากเราไปซื้อที่ดิน หรือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่สีผังเมืองที่มีข้อจำกัดทาง FAR และ OSR แล้วล่ะก็ อาจส่งผลต่อศักยภาพในการพัฒนาให้ไม่เป็นไปตามที่คุณวาดฝันไว้ก็ได้ หรือ หากซื้อมาแล้วต้องการขายต่อก็อาจจะขายได้ยาก

FAR (Floor to Area Ratio) คือ อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน 
สูตรการคำนวณ        
พื้นที่อาคารสูงสุดที่สร้างได้  = ค่า FAR X ขนาดพื้นที่ดินเป็นตารางเมตร
ตัวอย่าง ที่ดินขนาด 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) อยู่ในพื้นที่ตามข้อกำหนด FAR = 6 เท่ากับว่า พื้นที่อาคารสูงสุดที่สามารถสร้างได้ คือ 6 x 3,200 = 9,600 ตารางเมตร


OSR (Open Space Ratio) คือ อัตราส่วนของพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม
สูตรการคำนวณ
พื้นที่เปิดโล่งบนที่ดิน = ค่า OSR x ขนาดพื้นที่ดินเป็นตารางเมตร
ตัวอย่าง ที่ดินขนาด 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) อยู่ในพื้นที่ตามข้อกำหนด OSR = 5% เท่ากับว่า จะต้องมีพื้นที่เปิดโล่งบนที่ดินโดยไม่มีหลังคาคลุม 5% x 1,600 = 80 ตารางเมตร หมายความว่าต้องเว้นที่ว่างไว้ ไม่ใช้ก่อสร้างอาคาร 80 ตารางเมตรนั่นเอง

หากท่านใดสงสัย อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) และ อัตราส่วนของพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (OSR) นั้นเป็นข้อกำหนดตามกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 ซึ่ง ออกตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2518 และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการผังเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ข้อ 4  
วิธีตรวจสอบข้อกำหนด FAR และ OSR ของที่ดินเรา
หลังจากรู้แล้วว่า FAR และ OSR คืออะไร และส่งผลอย่างไรต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินของเรา ทีนี้เราจะตรวจสอบได้อย่าไรล่ะว่าที่ดินของเรามี FAR และ OSR เท่าไหร่ TOOKTEE ขอแนะนำวิธีการตรวจสอบข้อกำหนด FAR และ OSR แบบง่ายๆ คู่กับการตรวจสอบสีผังเมืองบนแผนที่ TOOKTEE ง่าย ๆ แค่ 2 ขั้นตอน
  1. ค้นหาทำเลบ้านของคุณจากชื่อซอย ชื่อเขต หรือชื่อโครงการบ้านของคุณ หรือซูมลงบนแผนที่ได้เลย ขณะนี้ TOOKTEE เปิดให้บริการตรวจสอบสีผังเมืองบนแผนที่ใน 4 พื้นที่ ดังนี้
  • ดูผังเมืองรวมกรุงเทพปัจจุบันได้ที่นี่ >> CLICK
  • ดูร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฉบับใหม่ได้ที่นี่ >> CLICK 
  • ดูผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมและชุมชนแหลมฉบังได้ที่นี่ >> CLICK 
  • ดูผังเมืองรวมชุมชนบางปะกงได้ที่นี่ >> CLICK
  • ดูผังเมืองรวมชุมชนบ้านโพธิ์ได้ที่นี่ >> CLICK



  1. คลิกบนแผนที่ เพื่อเลือกที่ตั้งที่ดิน หรือบ้านของเรา 
จะเห็นสีผังเมือง เช่น ในตัวอย่างเราดูจากสีผังเมืองปัจจุบัน พบว่าบ้านของเราอยู่ในพื้นที่เขตคลองสาน ติดถนนกรุงธนบุรี มีสีผังเมืองสีน้ำตาล หรือ ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (ย.8) FAR = 6 และ OSR =5


ไม่ยากเลยใช่ไหม? TOOKTEE หวังว่าทุกคนจะเข้าใจข้อกำหนด FAR และ OSR คืออะไร รวมทั้งเช็คข้อมูลได้ง่าย ๆ ก่อนการซื้อบ้าน ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณเอง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันแผนที่สีผังเมืองของ TOOKTEE จะเปิดให้บริการใน 4 พื้นที่ แต่คนที่อยู่นอกพื้นที่เหล่านี้ก็อย่าได้เสียใจ เพราะ TOOKTEE กำลังเปิดให้บริการสีผังเมืองในจังหวัดอื่นๆ ตามมา ได้แก่ นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา ระยอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และภูเก็ต
หากคุณสนใจกฎหมายผังเมืองอื่นๆ TOOKTEE ขอแนะนำบทความเหล่านี้